การเดินทางครั้งโบราณ ตอนที่4

อาณาจักรโรมัน ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 700 ปีก่อน ค.ศ. ได้ขยายอาณาจักรของตนเอง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่โรม ในประเทศอิตาลีในปัจจุบันออกไปอย่างกว้างขวาง ประมาณ 200 ปีก่อน ค.ศ. อาณาจักรโรมันได้ปกครองดินแดนส่วนบนของทวีปอัฟริกาและสเปน และหลังจากนั้นก็ขยายอาณาเขตเข้าไปในทวีปยุโรปและดินแดนของประเทศอื่นๆ บริเวณรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ยังได้ดินแดนบางส่วนของอาณาจักรเมโสโปเตเมีย ในประเทศอิรักปัจจุบัน อาณาจักรได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ประมาณ ค.ศ. 14 – 117 (Kagn, Ozment and Turner, 1979 : 171-173)

ความเข้มแข็งทาง ด้านการเมือง การทหาร มีส่วนทำให้อาณาจักรโรมัน เกิดการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างรวดเร็ว มีการสร้างถนนเชื่อมระหว่างกรุงโรมกับหัวเมืองต่างๆ จนมีคำกล่าวว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” โรมันเป็นชาติแรกของยุโรปที่สร้างถนนอย่างเป็นระบบด้วยระบบวิศวกรรมโยธา ทำการสร้างก่อสร้างถนนและสะพานจนกล่าวกันว่า ดีที่สุดในสมัยนั้น ถนนที่ปูด้วยแผ่นหิน (Stone slab) และกว้างพอที่รถเทียมม้าวิ่งได้อย่างสะดวก เครือข่ายถนนหนทางของอาณาจักรโรมัน เชื่อมต่อระหว่างกรุงโรมกับดินแดนที่เป็นอาณานิคม ถนนสายแรกคือ สายแอพเพียน (Appiaan Way) เชื่อมต่อระหว่างกรุงโรมกับเมืองคาปัว (Capua) มีความยาว 208 กิโลเมตร สร้างขึ้นในปี 300 ก่อนคริสต์ศักราช ส่วนถนนที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมืองต่างๆ ที่ยึดครองได้ เช่น ถนนที่เชื่อมซีเรีย กับอ่าวอกาบา ซึ่งสร้างขึ้นหลักจากจักรพรรดิทราจันยึดครองดินแดนด้านตะวันออกได้ในปี คริสต์ศักราช 105 (Encycopedia Americana, Vol 23, p.p. 562-563) ระบบถนนของโรมันแผ่ขยายรวมแล้วมีความยาวถึง 84,800 กิโลเมตร เชื่อมเครือข่ายระหว่างกรุงโรมกับยุโรปตะวันตก เอเชียไมเนอร์ และอาฟริกาเหนือ และการที่ถนนโรมันมีคุณภาพดี นักเดินทางจึงสามารถเดินทางได้ไกลถึง 161 กิโลเมตรใน 1 วัน โดยการสับเปลี่ยนม้าตามจุดหยุดพักที่ตั้งเรียงรายห่างกันระยะ 8 – 10 กิโลเมตร
การเดินทางของชาวโรมันที่สามารถกระทำได้รวดเร็วเนื่องจาก ชาวโรมันมีการประดิษฐ์คิดค้นข้อเชื่อม (Swivel) ในเพลาหน้า (Front axel) สำหรับพาหนะ 4 ล้อ ที่สามารถบังคับล้อหน้าให้เลี้ยวซ้ายขวาได้อย่างอิสระ ทำให้เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ยานพาหนะ 4 ล้อ โดยค้นพบหลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองปอมเป (Pompeii)

นอก จากนี้ ก็ยังมีการเดินเรือค้าขายกับประเทศต่างๆ แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย อาณาจักรโรมัน ทำให้เกิดชนชั้นกลาง ซึ่งร่ำรวยจากการค้าขาย ชนชั้นกลางมีเสรีภาพมากขึ้น จึงสามารถกระทำกิจกรรมต่างๆ ค่อนข้างอิสระ รวมทั้งการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ จนกระทั่งมีการกล่าวว่า การท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism) ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในอาณาจักรโรมัน (Pond, 1993 : 3) ในสมัยโรมัน รัฐได้กำหนดวันหยุดนักขัตฤกษ์ระหว่างปีไว้หลายวัน ชาวโรมันจึงมีโอกาสอย่างมากในการเดินทางไปเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ ได้อย่างดี เนื่องจากการเดินทางที่สะดวกสบายและจุดแวะพักระหว่างเมืองได้กลายเป็นแหล่ง ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ที่สำคัญ สถานที่พักมีหลากหลายระดับ เช่น วิลลา (Villa) ทาเวิร์น (tavern) สำหรับผู้มีฐานะดี สำหรับผู้มีฐานะกลางได้แก่ โรงเตี๊ยม (inn) ฮอสปิทิอุม (Hospitium) ซึ่งเป็นพี่พักและการบันเทิงด้วย นอกจากนั้นยังมีหลักฐานการแยกแยะกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วย คือ พื้นที่แถบอ่าวเนเปิ้ล (Naple Bay) เป็นแหล่งท่องเที่ยวชายหาดของชาวโรมันที่เกษียณอายุ ส่วนคูเม (Cemae) เป็นแหล่งท่องเที่ยวกลุ่มนิยมแฟชั่น ปูเตโอลิ (Puteoli) สำหรับกลุ่มจารีตนิยม (consevetive) ขณะที่ ไบแอค (Biact) เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับประชาชนกลุ่มล่าง

การเดินทางท่องเที่ยว ชาวโรมันใช้เงินตราในการแลกเปลี่ยน และการพัฒนาการคมนาคม ทั้งทางบกและทางน้ำ ตลอดจนการใช้ภาษาลาตินและภาษากรีก เป็นสื่อกลางในการติดต่อ จึงทำให้การเดินทางมีความสะดวกขึ้น ชาวโรมันนิยมเดินทางไปยังกรีซ เพื่อเยี่ยมชมบ้านเมืองในกรีซจำนวนมากกว่าชาติอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีหนังสือนำเที่ยวกรีซ (Guide to Greece) อธิบายเกี่ยวกับอนุสาวรีย์ รูปแกะสลักและเทพนิยายประกอบเรื่องดังกล่าวแล้ว (Mill, 1990 : 5) นอกจากชาวโรมัน นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวในกรีซแล้วยังเดินทางท่องเที่ยวไปยังอียิปต์ เพื่อเยี่ยมชมปิรามิด (Pyramids) และสฟิงค์ (Sphinx) ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในสมัยโบราณ (ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์, 2537 : 3 – 5) โดยมีบุคคลสำคัญคือ จักรพรรดิฮาเดรียน ซึ่งเสด็จออกเดินทางเพื่อตรวจตราและท่องเที่ยวในอาณาจักรในเขตรอบนอก โดยเริ่มออกเดินทางใน คริสต์ศักราช 120 โดยเสด็จไปชายแดนอังกฤษและสเปน ทวีปอาฟริกาและเดินทางไปทางด้านตะวันออกของอาณาจักร รวมระยะเวลาในการเดินทางทั้งสิ้น 12 ปี (Encyclopedia Americana ,Vol 27 :21)
ส่วนสถานที่สำหรับผู้มาท่องเที่ยวด้วยวัตถุประสงค์หลากหลายก็มีในกรุงโรม เช่น โคลอสเซียม (Coloseum) ซึ่งเป็นสถานที่ต่อสู้สำหรับการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างหฤโหดที่จบลงด้วยความ ตาย ระหว่างคนกับคน คนกับสัตว์ ซึ่งคนคือนักสู้เดนตาย (Gladiator) ได้แก่ เชลยศึก นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่ถูกพิจารณาแล้วว่ามีความผิด ผู้นับถือศาสนาคริสต์ในยุคที่ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าถูกกฎหมาย รวมถึงผู้สมัครใจเป็นนักสู้เดนตายเองเพื่อหวังเงินตราหรือสิ่งตอบแทน บางอย่าง ส่วนสัตว์ป่าที่ดุร้าย เช่น สิงโต เสือดำ ที่นำเข้ามาจากดินแดนอาฟริกา การต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตเช่นนี้ถือว่าเป็นกีฬายอดนิยมอย่างหนึ่งของชาว โรมันตั้งแต่จักรพรรดิลงมาจนถึงประชาชนทั่วไป สถานที่แห่งนี้จุผู้ชมได้ 50,000 คน
เซอร์คัส แมกซิมัส (Circus Maximus) สถานที่สำหรับการแข่งขันรถเทียมม้าศึก (Charlot – racing) ซึ่งความนิยมของชาวโรมันที่มีต่อการแข่งขันเช่นนี้อาจเปรียบได้กับความนิยม ที่มีต่อรถยนต์สูตร 1 (Formula 1) ในปัจจุบันก็ว่าได้ สถานที่นี้จุผู้ชมได้มากถึง 150,000 คน และการแข่งขันมีทุกวัน วันละมากกว่า 24 เที่ยว (T Walker Wallbank ,1981 : 98)

โพลีบิอุส (Polybius 203 – 120 B.C.) นักประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นในกรีซ แต่เข้ามารับราชการในอาณาจักรโรมัน ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับชัยชนะของโรมันที่มีต่อดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Kagn, Ozment and Turner, 1979 : 132-134) นอกจากนี้ยังได้เดินทางสำรวจแคว้นโกลในประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน ชายฝั่งทวีปอาฟริกาและสเปน โพลีบิอุส มีความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์และทำแผนที่ได้อย่างแม่นยำ วิชาการทำแผนที่ได้รับความสนใจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งชาวโรมัน สามารถทำแผนที่เกี่ยวกับส่วนอื่นๆ ของโลกรวมทั้ง อินเดีย จีน และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย การค้าระหว่างชาวโรมันกับดินแดนต่าง ๆ ส่งผลให้พ่อค้าชาวโรมันเดินทางไปค้าขาย นำสินค้าจากดินแดนต่างๆ เข้ามาในอาณาจักร เช่น เหล็กจากอังกฤษ เครื่องแก้วจากกอลล์ ม้าจากแคปปาโดเกีย เครื่องเทศจากอินเดีย นอกจากนั้นยังได้มีการขจัดพ่อค้าคนกลาง คือ ชาว พาร์เธียนและชาวอาหรับในการค้าขายระหว่างอาณาจักรโรมันกับอินเดีย พร้อมทั้งการเดินทางมามาทางตะวันออกเพื่อการค้าขายระหว่างอาณาจักรโรมันและ จีน โดยใช้เส้นทางสายไหม (Silk Route) นอกจากนี้ยังได้ค้าขายกับเมืองอื่น ซึ่งเดินทางผ่านทั้งทางบกและทางเรือ ในสมัยราชวงศ์ฮั่น (202 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 200) (Stavrianos, 1988 : 75 -76) โดยสินค้าที่ชาวโรมันต้องการคือ ผ้าไหม เพราะเชื่อว่าไหมผลิตมาจากใบไม้ (T Walker Wallbank ,1982 : 37 )
ความเจริญก้าวหน้าทางด้านการเดินทางของอาณาจักรโรมัน เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น ความเข้มแข็งทางด้านการเมืองและการทหาร ทำให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทาง การเจริญเติบโตด้านการค้า ทำให้ชนชั้นกลางร่ำรวย มีเงินใน
ขณะเดียวกันความเป็นศูนย์กลางของโลกของกรุงโรมในขณะนั้น ทำให้บุคคลต่างๆ เดินทางเข้ามาในกรุงโรม เช่น พระนางคลีโอพัตรา ได้เสด็จมาที่กรุงโรมหลังการอสัญกรรมของจูเลียส ซีซาร์ ในปี 46 ก่อนคริศต์ศักราช และก็เป็นเรื่องเล่าขานถึงความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับมาร์ค แอนโทนี นายทหารคนสนิทของจูเลียส ซีซาร์

ฮีรอดมหาราช กษัตริย์แห่งแคว้นจูเดีย (Judea) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอิสราเอลในปัจจุบันมีศูนย์กลางอยู่ที่เยรูซาเลม ได้เดินทางติดตามมาร์ค แอนโทนีเพื่อเข้ารับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ ตลอดจนเดินทางเข้ามาเยี่ยมพระราชโอรสที่ศึกษาอยู่ที่กรุงโรม

พาไปเที่ยวบ่อน้ำพุร้อน

น้ำพุร้อน

บ่อพ่อ – เป็นบ่อปูนซีเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบ่อน้ำร้อนทั้งสามบ่อ มีลักษณะเป็นบ่อวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อ ขนาด 2.80 เมตรสูงจากผิวดิน 0.80 เมตร ลักษณะของน้ำร้อน น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าชคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2) ที่ผุดขึ้นมาจากก้นบ่อสู่ผิวน้ำค่อนข้างน้อย ไม่มีกลิ่นกำมะถัน (H2S)ไม่มีสาหร่าย (algae) น้ำร้อนจะไหลล้นออกนอกบ่อตลอดเวลา ทำให้บริเวณบางส่วนของปากบ่อและผนังบ่อน้ำด้านนอกมีการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ (calcite) ซึ่งเป็นแร่ที่มีขนาดผลึกละเอียดมาก แร่ชนิดนี้เป็นแร่อัลเทอร์เรชั่น (alteration minerals) ที่สำคัญชนิดหนึ่ง อุณหภูมิของน้ำร้อนวัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) วัดได้ประมาณ 8 อัตราการไหลของน้ำร้อน (flow rate) ที่บ่อพ่อวัดได้ประมาณ 3.5 ลิตร/วินาที หรือประมาณ 12.6 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง แสดงลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อพ่อ) รายล้อมด้วยสวนหย่อมและพุ่มไม้แหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้เกิดในลักษณะภูมิประเทศซึ่งเป็นที่ราบหุบเขา ( valley ) ริมคลองหาดส้มแป้น มีระดับความสูงประมาณ 50 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีลักษณะธรณีวิทยาที่สำคัญ ได้แก่ หินแม่ (country rock) ประกอบด้วยหินแกรนิตยุคครีเทเชียส ซึ่งได้แก่ หมวดหินแกรนิต คลอง บางริ้น (kgr-br) ที่เป็นหินไบโอไทต์-มัสโคไวต์แกรนิต เนื้อดอก เนื้อหยาบปานกลางลักษณะธรณีวิทยาโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ รอยเลื่อน และรอยแยกหรือรอยแตก ซึ่งเป็นช่องทางให้น้ำร้อนจากใต้ดินไหลซึมขึ้นมาสู่ผิวโลกมีสองแนวตัดกัน ได้แก่ แนวรอยเลื่อนเกือบตะวันออก-ตะวันตก ตามลำน้ำของคลอง หาดส้มแป้น และในแนวเกือบเหนือใต้ปัจจุบันแหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ซึ่งเป็นแหล่งที่สำคัญ ที่สุดของจังหวัดระนอง เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนและมีศักยภาพสูง ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัด มีการจัดสร้างตกแต่ง สวนหย่อมต่าง ๆ ไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ตลอดจนการก่อสร้างบ่อน้ำร้อนครอบคลุมแหล่งน้ำพุนี้เป็นบ่อ จำนวน 3 บ่อ ประกอบด้วย บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว

เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกับบ่อพ่อ แต่มีขนาดเล็กกว่าโดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อขนาด 1.50 เมตร และสูงจากผิวดิน 0.85 เมตรลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อแม่) น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ผุดขึ้นมาเป็นจังหวะ ๆ และมีปริมาณมากกว่าบ่อพ่อไม่มีกลิ่นกำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อน วัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อ ระดับของน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.48 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้

บ่อลูกสาว – เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกันมีเส้นผ่าศูนย์ กลางของบ่อขนาด 2.00 เมตร และสูงจาก ผิวดิน 0.90 เมตร ลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อลูกสาว) น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าชคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ผุดขึ้นมายังผิวน้ำ มากกว่าสองบ่อแรกไม่มีกลิ่น กำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อน วัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อ เช่นเดียวกับบ่อแม่ ระดับน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.1 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้